Thursday, 23 June 2016

ปัญหาใหม่ยุคโลกพัฒนา

ชุดความรู้ เรื่อง “การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste)” 

โดย ดร. สุจิตรา วาสนาดำรงดี1 และ อ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์2 มกราคม 2555

ตอนที่ 1 ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาใหม่ของสังคมไทยยุคไฮเทค 

   ในโลกยุคปัจจุบัน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายมากขึ้น การแข่งขันอย่างเข้มข้นระหว่างผู้ผลิตสินค้ายี่ห้อต่างๆ ทำให้ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดต่ำลง ส่งผลให้ปจั จุบันมีการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สัดส่วนครัวเรือนที่มีโทรทัศน์ได้เพิ่ม สูงขึ้นจากร้อยละ 17 ในปีพ.ศ. 2522 เป็นร้อยละ 96 ในปีพ.ศ. 25533 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังทำให้ผลิตภัณฑ์ เหล่านี้สามารถทำงานได้ดีและมีฟงั ก์ชัน่ หลากหลายมากขึ้น สร้างความต้องการและตอบสนองรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ของผู้บริโภค โดยเราจะเห็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการวางตลาดของอุปกรณ์ “ไฮเทค” เช่น โทรศัพท์อัจฉริยะ (Smart Phone) หรือแท็บเลตรุ่นใหม่ ปรากฏตามสื่อแทบทุกวัน อย่างไรก็ดี น้อยคนนักที่จะตระหนักถึงอีกด้านหนึ่งของการ พัฒนานี้ นั้น คือ ปัญหาการจัดการผลิตภัณฑ์เก่าที่เราไม่ต้องการและซากของผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุการ ใช้งาน ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานหรือที่เราไม่ต้องการแล้วนั้นสามารถเรียกรวมๆ กันว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” (Electronic Waste หรือ E-waste) ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ใช้กันมากในแถบเอเชียแปซิฟิก ส่วนชื่ออย่าง เป็นทางการนั้น กรมควบคุมมลพิษเลือกที่จะใช้คำว่า “ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์” (Waste Electrical and Electronic Equipment หรือ WEEE) ตามคำศัพท์ทางกฎหมายของสหภาพยุโรป แม้ว่าคำศัพท์ทั้ง สอง จะมีความหมายทางเทคนิคแตกต่างกันเล็กน้อย แต่เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจและการสื่อสาร สำหรับ บทความชุดนี้เราจะใช้ทั้งคำว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์ฯ ในลักษณะเดียวกัน หมายถึง เศษซาก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดรวมถึงชิ้นส่วนและวัสดุหมดเปลือง อาทิเช่น แบตเตอรี่และตลับหมึก พิมพ์ ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานที่เจ้าของทิ้งหรือต้องการทิ้ง
   ขยะอิเล็กทรอนิกส์ถือว่าเป็นผลกระทบอย่างหนึ่งในยุคไฮเทคที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่ดี พอก็จะนำไปสู่ปญั หาสิ่งแวดล้อมทั้ง ในด้านการหมดไปของทรัพยากรและในด้านการรั่ว ไหลของสารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2555 คาดว่าจะมีปริมาณซาก ผลิตภัณฑ์ฯ 7 ประเภท ได้แก่ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โทรศัพท์มือถือและกล้อง ดิจิตอล เกิดขึ้นเกือบ 10 ล้านเครื่อง/ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 1 แสนตัน ซากหลอดฟลูออเรสเซนท์ชนิดต่างๆ ประมาณ 55 ล้านหลอด และถ่านไฟฉายซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 เป็นถ่านอัลคาไลน์ใช้แล้วทิ้งอีกไม่ต่ำกว่า 7 ล้าน ก้อนต่อปี โดยปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีตามแนวโน้มการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น



1 ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2 สถาบันการศึกษาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
3 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2554) สรุปผลทีส่ ำคัญ การสำรวจการใช้พลังงานของครัวเรือน พ.ศ. 2553

   จากการสำรวจพฤติกรรมการจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ ของครัวเรือนในประเทศไทย พบว่า กว่าร้อยละ 50 ของคำตอบ ระบุว่า เก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วไว้เฉยๆ และร้อยละ 10 ระบุว่าได้ทิ้งขยะ อิเล็กทรอนิกส์รวมไปกับขยะมูลฝอยทัว่ ไป5 ทั้งนี้ การทิ้งหรือเก็บผลิตภัณฑ์เก่าไว้เฉยๆ โดยไม่มีการซ่อมแซม (Repair) ไม่มีการใช้ซ้ำชิ้นส่วนที่ยังใช้ได้ (Reuse) หรือไม่มีการรีไซเคิลนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ย่อมหมายถึง การสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่จำกัดถึงสองต่อ ต่อแรกคือทรัพยากรที่มีอยู่ในขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้มี การนำกลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากเศษเหล็ก ทองแดง อลูมิเนียม ชิ้นส่วนพลาสติก และเศษแก้วซึ่งเป็นวัสดุรีไซเคิลที่ เรารู้จักกันดีและมีอยู่ในซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทัว่ ไปแล้ว ขยะอิเล็กทรอนิกส์หลายประเภทยังมีโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน แพลตตินัม่ พาลาเดียม โรเดียม และโลหะหายาก (Rare Earth Metals) หลายชนิดโดยเฉพาะในแผงวงจร แม่เหล็ก เลนส์ และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษของแร่เหล่านี้ การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติต่อที่สองเกิด จากการขุดทรัพยากรธรณีขึ้นมาใช้ซึ่งการทำเหมืองแร่นั้นต้องใช้พลังงานและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการรี ไซเคิลหลายเท่าตัว ทั้งนี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เองก็เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความต้องการวัตถุดิบสูง โดยเฉพาะในส่วนของแร่ธาตุหายากที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

   ในอีกด้านหนึ่ง ซากผลิตภัณฑ์ฯ ก็เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญ นอกจากซากหลอดฟลูออเรสเซนท์และถ่านไฟฉายที่ เราทราบดีว่าเป็นขยะอันตรายที่ไม่ควรทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยทัว่ ไป ขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกหลายประเภทก็มี ส่วนประกอบที่เป็นสารอันตราย ยกตัวอย่างเช่น จอโทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่เป็นจอแก้วหนาๆ ที่เราเรียกว่า จอกลมหรือจอซีอาร์ที (CRT ย่อมาจาก Cathode Ray Tube) จะมีสารตะกัว่ จำนวนมากในกรวยแก้ว โดยบางรุ่นอาจมี ปริมาณตะกัว่ สูงถึง 2 กิโลกรัมต่อเครื่อง ในขณะที่จอโทรทัศน์รุ่นใหม่ที่เป็นจอแบนหรือจอแอลซีดี (LCD ย่อมาจาก Liquid Crystal Displays) แม้จะไม่มีกรวยแก้วที่มีตะกัว่ แต่ก็มีส่วนประกอบผลึกเหลวที่มีสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นสาร อันตรายหรือสารก่อมะเร็ง เช่น Phenylcyclohexane, Cyclohexane, Biphenyl และ Pyrimidine อีกทัง้ ยังมีปรอทใน หลอดภาพด้านหลัง (Backlights) อีกด้วย ทั้งนี้ หลายมลรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการห้ามไม่ให้ฝงั กลบขยะ
 4 กรมควบคุมมลพิษ. (2553). รายงานหลักโครงการศึกษาหลักเกณฑ์ วิธีการ เงือ่ นไขและอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการซากผลิตภัณฑ์ เครือ่ งใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์. ศึกษาโดยศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การคาดการณ์นี้รวมเฉพาะซากของประเภทผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญตามยุทธศาสตร์การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์เชิงบูรณาการเท่านั้น ไม่ใช่ปริมาณซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดซึ่งมีอีกหลายประเภทที่มีการใช้งานอย่าง แพร่หลายแต่ไม่ได้รวมอยู่ในการศึกษานี้ เช่น เครื่องซักผ้า วิทยุ เครื่องเล่นซีดี/ดีวีดี นอกจากนี้ ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจาก เหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น น้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว ซึ่งจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 ผู้เขียนคาดว่ามีซากโทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้าเกิดเพิ่มขึ้นรวมทัง้ สี่ประเภทอีกไม่ต่ำกว่า 6 แสนเครื่อง/ชิ้น 5 เพิ่งอ้าง 3

  อิเล็กทรอนิกส์ประเภทจอโทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์เนื่องจากกังวลถึงการปนเปื้อนของสารอันตรายเหล่านี้ในดินและ ในแหล่งน้ำผ่านน้ำชะขยะ (Leachate) จากหลุมฝงั กลบ

จอโทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์ ชนิด จอ CRT เทียบกับจอ LCD 

ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/File:Viewsonic-crt.png ; http://www.overclockzone.com/forums/showthread.php/ ; http://www.sumjob.com/lcd/

   ปัญหาในการกำจัดขยะอันตรายของประเทศไทย คือ การขาดสถานที่บำบัดและกำจัดที่ได้มาตรฐานและมีการดำเนินงาน อย่างถูกต้องซึ่งต้องการการลงทุนและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง แม้ว่าประชาชนจะเริ่มตระหนักถึงอันตรายของ ขยะประเภทนี้ แต่คำพูดที่มักจะได้ยินจากผู้คนทัว่ ไป คือ “ไม่รู้ว่าจะไปทิ้งที่ไหน” โดยเฉพาะสำหรับซากผลิตภัณฑ์ฯ ที่ไม่ มีตลาดรีไซเคิล (ประเภทที่ร้านค้าของเก่าไม่รับซื้อ) เช่น ซากหลอดฟลูออเรสเซนท์และถ่านไฟฉาย ในปัจจุบัน มีเพียง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานไม่กี่แห่งที่ส่งเสริมให้มีการคัดแยกขยะอันตรายออกจากขยะทัว่ ไปได้อย่าง จริงจังและต่อเนื่อง ในขณะที่อีกหลายแห่งต้องหยุดพักการดำเนินงานไปเนื่องจากไม่รู้ว่าจะส่งขยะอันตรายที่เก็บรวบรวม ได้ไปกำจัดที่ใด ซึ่งในด้านหนึ่งก็น่าเห็นใจหน่วยงานเหล่านี้ที่มีความตัง้ ใจดีในการสร้างระบบคัดแยกและเก็บรวบรวม แต่ ต้องเจอกับปัญหาการจัดการที่ปลายทาง เนื่องจากในขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีโรงงานรีไซเคิลถ่านไฟฉาย (เพราะ เอกชนเห็นว่าวัสดุที่ได้จากการรีไซเคิลไม่คุ้มกับการลงทุน) ส่วนโรงงานรีไซเคิลหลอดไฟเองก็มีไม่กี่แห่งและอยู่ห่างไกล ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการขนส่งและการกำจัด (ตกประมาณ 3-5 บาทต่อหลอด) ทำให้สุดท้ายแล้วซาก หลอดไฟและถ่านไฟฉายส่วนมากถูกส่งไปที่หลุมฝงั กลบโดยไม่มีการบำบัด



   ไม่เพียงแต่อันตรายจากการปนเปื้อนของสารพิษที่หลุมฝังกลบ สารอันตรายที่อยู่ในซากผลิตภัณฑ์ฯ ยังสร้างความ ยุ่งยากให้กับการรีไซเคิลอีกด้วย มีงานวิจัยมากมายที่รายงานถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการรี ไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถูกต้อง6 เช่น การรื้อแกะตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศโดยไม่มีการดูดเก็บสารทำความเย็นที่ 6 Bi, X. et al. (2007). Exposure of electronics dismantling workers to polybrominated diphenyl ethers, polychlorinated biphenyls, and organochlorine pesticides in South China. Environmental Science & Technology, 41: 5647-5653; Brigden, K. et al. (2005). Recycling of Electronic Wastes in China and India: Workplace and Environmental Contamination. [Online]. Available:
   อยู่ภายในคอมเพรสเซอร์ออกเสียก่อน ทำให้สารเหล่านั้นซึ่งเป็นสารทำลายโอโซน (Ozone Depleting Substances หรือ ODS) และ/หรือก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases หรือ GHG) หลุดออกไปในชัน้ บรรยากาศสร้างปญั หา สิ่งแวดล้อมระดับโลก การทุบทำลายจอแก้วซีอาร์ทีที่มีสารตะกัว่ และสารเรืองแสงซึ่งเป็นสารอันตรายเพื่อเอากรอบเหล็ก ที่อยู่ภายในจอ การหลอมตะกัว่ บัดกรีบนแผงวงจรโดยไม่มีเครื่องป้องกัน การทิ้งน้ำกรดที่ใช้สกัดทองจากแผงวงจรโดย ไม่มีกระบวนการบำบัดน้ำเสีย หรือการเผาสายไฟและชิ้นส่วนพลาสติกเพื่อนำทองแดงและโลหะอื่นๆ ที่อยู่ภายในไปขาย ซึ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนัก สารหน่วงไฟ ไดออกซินและฟูรัน (ซึ่งสองกลุ่มหลังเป็นสารก่อมะเร็ง) จากควัน ไฟและเถ้าตะกอน เป็นต้น จากการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจากการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้องใน เมือง Guiyu ประเทศจีน พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มตัวอย่างเด็กในเมือง Guiyu มีปริมาณสารตะกัว่ ในเลือดสูงกว่า 100 ไมโครกรัมต่อเลือด 1 ลิตรซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถส่งผลเสียต่อระบบการย่อยอาหาร ระบบประสาท และการ พัฒนาทางสติปัญญาของเด็กได้

   สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีระบบการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างครบวงจร โดยมี ปญั หาสำคัญอยู่ที่การเก็บรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ฯ เพื่อส่งต่อไปยังโรงงานที่มีกระบวนการรีไซเคิลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ทางราชการซึ่งจากการสำรวจของผู้เขียนพบว่ามีอยู่กว่ายี่สิบแห่งทัว่ ประเทศ (โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคกลาง) นอกเหนือจากของเก่าที่ถูกเก็บไว้ในครัวเรือนและซากที่ถูกทิ้งปะปนไปกับขยะมูลฝอยทัว่ ไปแล้ว ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนมากยังถูกเก็บรวบรวมผ่านร้านซ่อมและระบบค้าของเก่า รวมทั้งการบริจาคให้กับวัดหรือมูลนิธิซึ่งท้ายที่สุด ซาก ผลิตภัณฑ์ฯ ที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ก็มักจะถูกขายต่อไปให้กับกลุ่มถอดรื้อและคัดแยกเหล่านี้ซึ่งจะแยกเอาเฉพาะ ชิ้นส่วนที่ขายได้ด้วยการถอดรื้อและเผาทำลาย แต่ไม่ได้มีการจัดการกับสารอันตรายหรือมลพิษที่เกิดจากกระบวนการ คัดแยก (ดูกรณีศึกษาในกล่องข้อความ) แม้ว่าการรีไซเคิลแบบ “สุกเอาเผากิน”8 นี้จะสามารถสร้างรายได้และมีต้นทุนต่ำ (นับเฉพาะต้นทุนของเอกชน ไม่รวมต้นทุนของสังคมด้านสุขภาวะและด้านสิ่งแวดล้อม) แต่ก็มีประสิทธิภาพในการนำ วัสดุมีค่ากลับมาใช้น้อย โดยกระบวนการเผาทำลายจะทำให้ได้โลหะเกรดต่ำ ส่วนการใช้น้ำกรดกัดแผงวงจรแล้วใช้ปรอท จับกับทองก็สามารถสกัดทองได้เพียงร้อยละ 30 ของปริมาณทองที่มีอยู่ในแผงวงจร9 ในขณะที่ทองอีกกว่าร้อยละ 70 และโลหะมีค่าอื่นๆ จะถูกทิ้งไปกับน้ำกรดซึ่งถ้ารวมต้นทุนทางสังคมแล้วนับว่าได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้ล้วน แล้วแต่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษในระบบนิเวศซึ่งสุดท้ายก็จะย้อนกลับมาทำร้ายเราผ่านห่วงโซ่อาหาร ดิน น้ำ
www.greenpeace.org/raw/content/international/press/reports/recycling-of-electronic-waste.pdf; Gullet, B. K. et al. (2007). Characterization of air emissions and residual ash from open burning of electronic wastes during simulated rudimentary recycling operations, Journal of Material Cycles and Waste Management, 9: 69-79; Wong, M.H. et al. (2007). Export of toxic chemicals - a review of the case of uncontrolled electronic-waste recycling. Environmental Pollution, 149: 131-140. 7 Huo, X. et al. (2007). Elevated blood levels of children in Guiyu, an electronic waste recycling town in China. Environmental Health Perspectives, 115: 1113-7. 8 ภาษาอังกฤษจะเรียกการรีไซเคิลแบบนี้ว่า “การรีไซเคิลที่หลังบ้าน” (Backyard Recycling) ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะการรีไซเคิลที่ไม่ถูกหลักวิชาการ และสภาพการรีไซเคิลที่เกิดขึ้นในแหล่งชุมชนใกล้กับที่อยู่อาศัย 9 Keller, M. (2006). Assessment of Gold Recovery Processes in Bangalore, India and Evaluation of an Alternative Recycling Path for Printed Wiring Boards. Diploma thesis. Zürich: Eidgenössische Technische Hochschule Zürich. 5
และอากาศ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนงานและลูกหลานที่อยู่อาศัยในชุมชนใกล้กับแหล่งรีไซเคิลขยะ อิเล็กทรอนิกส์นัน่ เอง

   ดังนั้น ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นประเด็นที่สังคมไทยที่ก้าวไปสู่ความทันสมัยไม่อาจจะละเลยได้และถึงเวลาแล้วที่ ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบการจัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ โดยจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดกฎหมายเพื่อให้มีการเก็บรวบรวม รีไซเคิล บำบัด และกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสุขลักษณะเป็นการทัว่ ไป ต่อยอดจากโครงการคัดแยกขยะอันตรายของท้องถิ่น บางแห่งและโครงการรับคืนซากผลิตภัณฑ์ฯ ของผู้ผลิตบางรายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

   เป้าหมายของบทความชุดนี้คือ การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะเน้นการนำเสนอ ประสบการณ์ของประเทศต่างๆ เพื่อประโยชน์ของการเปรียบเทียบแนวทางการจัดการรูปแบบต่างๆ และการถอด บทเรียนสำหรับการพัฒนาระบบการจัดการตามยุทธศาสตร์การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เชิงบูรณาการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการค้าของเก่าและถอดแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ 
ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธ์ุ 

ในประเทศไทย มีชาวบ้านที่ประกอบธุรกิจค้าของเก่าและถอดแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์กระจายตามพื้นที่ต่างๆ ของ ประเทศซึ่งยังไม่มีการสำรวจว่า มีจำนวนมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดี กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม (ปัจจุบัน “มูลนิธิบูรณะนิเวศ”) ได้ทำการสำรวจและรายงานสถานการณ์การประกอบธุรกิจค้าของเก่าขนาดใหญ่ของ ชาวบ้านในตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งมีการคัดแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์ ประเภทอื่นๆ เช่นซากรถยนต์ เพื่อสร้างรายได้ ในขณะเดียวกัน ก็มีการเผาทำลายและฝงั กลบกากของเสียจำนวนมาก จน กลายเป็นปญั หาและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนใกล้เคียง จากการสำรวจของกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม พบว่า 12 หมู่บ้านในตำบลโคกสะอาดนั้น มีชาวบ้าน ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า จำนวน 228 ราย ในแต่ละเดือนมีการนำเข้าของเก่ามายังพื้นที่เพื่อคัดแยกชิ้นส่วน 767 ตัน โดยในจำนวนนี้เป็นของเก่าประเภทซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ 274 ตันต่อ เดือน และมีปญั หาด้านสิ่งแวดล้อมที่พบจากการประกอบอาชีพของชาวบ้าน ได้แก่

การปนเปื้อนของสารพิษลงสู่ดินและน้ำ: ในขัน้ ตอนการรื้อของเก่าบางประเภทจะมีการเททิ้งเศษหรือสาร อันตรายลงดิน เช่น การรื้อเครื่องยนต์ต่างๆ จะมีน้ำมันเครื่องไหลลงพื้นจำนวนมาก การเทน้ำกรดจากแบตเตอรี่ รถยนต์ทิ้งลงดิน การทิ้งเศษกระจกจากจอโทรทัศน์ทำให้สารตะกัว่ ที่อยู่ในจอภาพแพร่กระจายสู่ดินและน้ำ รวมทัง้ การกองเผาเศษวัสดุ ทำให้สารพิษในเศษวัสดุปนเปื้อนอยู่ในขี้เถ้าที่เหลืออยู่สะสมในดินและแพร่สู่แหล่งน้ำ
การปนเปื้อนของสารพิษในอากาศ: ชาวบ้านใช้วิธีการเผาชิ้นส่วนเพื่อแยกเอาวัสดุมีค่า เช่น การเผาสายไฟ เพื่อเอาทองแดง การเผาชิ้นส่วนพลาสติกเพื่อเอาน๊อตซึ่งเป็นโลหะ การเผายางรถยนต์เพื่อเอาเส้นลวด เป็นต้น การเผาชิ้นส่วนของเก่าดังกล่าวส่งผลให้เกิดควันพิษ กลิ่นเหม็นและขี้เถ้าที่สามารถฟุ้งกระจายไปได้ไกลตาม กระแสลมและเกิดสารพิษต่างๆ ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย โลหะหนักและสารไดออกซินและฟูรันซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรง
การทำลายชั้นโอโซน: ชาวบ้านแยกเอาวัสดุจากคอมเพรสเซอร์ของตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศที่มีน้ำยาแอร์ หรือสารทำความเย็น โดยการเผาและผ่าคอมเพรสเซอร์แล้วเทสารทำความเย็นทิ้ง ทำให้สารทำความเย็นใน เครื่องรุ่นเก่าโดยเฉพาะ CFCs ซึ่งเป็นสารที่ทำลายชั้นโอโซน ระเหยสู่บรรยากาศและขึ้นไปทำลายชั้นโอโซนที่ ป้องกันรังสีความร้อนแผ่เข้าสู่พื้นโลกมากเกินไป ส่งผลให้เกิดรูรัว่ ในชัน้ โอโซน นอกจากนี้ในสารทำความเย็นบาง ชนิดที่ใช้แทน CFCs เช่น HCFCs หรือ HFCs ยังเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

No comments:

Post a Comment